Company

Company

ขอต้อนรับสู่ครอบครัวดีเน็ทเวิร์ค ดีเน็ทเวิร์ค คือ เส้นทางสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง นับจากวันที่คุณตัดสินใจ...

Marketing Plan

Markering Plan

ดีเน็ทเวิร์ค พาวเวอร์ แพลนเป็นแผนธุรกิจที่ง่ายต่อการปฏิบัติงาน ให้ผลตอบแทนกับนักธุรกิจอย่างสูงสุด...

Product

product

ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจาก ดีเน็ทเวิร์ค ช่วยดูแลสุขภาพ และผิวพรรณของคุณ อย่างปลอดภัย...

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555

เรื่อง การแจ้งหมายเลขกำกับสินค้าของผลิตภัณฑ์โกเรจินส์

เรียน นักธุรกิจทุกท่าน

เพื่อให้ระบบการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ โกเรจินส์ ของ บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบสินค้า รวมถึงการป้องกัน นักธุรกิจที่นำสินค้าไปขายให้กับลูกค้าและผู้บริโภคในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่บริษัทฯ กำหนดไว้ (ราคาข้างกล่อง) และมีการนำสินค้าไปขายโดยมีการดัดแปลงสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ทางบริษัทฯ กำหนดไว้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของนักธุรกิจทุกท่านให้มีความเท่าเทียมกัน ทางบริษัทฯ จึงใคร่ขอเรียนให้นักธุรกิจทุกท่านทราบว่า ทางบริษัทฯ ทำการบันทึกหมายเลขกำกับสินค้าไว้เป็นหลักฐาน โดยระบบการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจะเริ่มรอบบิล ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ฝ่ายกฎและจรรยาบรรณ บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด
ดี เน็ทเวิร์ค เปิดแผนปี 2556 เน้นสาธิตสินค้า ร่วมกันเจาะลึกกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด พร้อมนำสินค้า นวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาด ลั่นจนถึงสิ้นปีวาดเป้า 600 ล้านบาท ล่าสุดส่ง บานเย็น รากขาวลงตลาดเพื่อ การเกษตร คาดภายในปี 2556 สามารถทำยอดขาย ได้ถึง 60 ล้านบาท อีกทั้งยังเปิดตัวหนังสือ Why D Network? ที่รวบรวมประสบการณ์ด้านเครือข่าย มาถ่ายทอดสู่สมาชิก
     
สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2556 บริษัทจะยังคง สานต่อแผนเดิมจากปี 2555 ที่ผ่านมา ด้วยการพัฒนา บุคลากรเป็นหลักและบริหารงานให้อยู่บนพื้นฐานของ สามเหลี่ยมคุณธรรม ที่ประกอบด้วย ผู้บริโภค นักธุรกิจ และบริษัท ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ จะต้องมีความสมดุล แต่จะมี การเข้าไปทำการตลาดที่เจาะลึกในกลุ่มผู้บริโภคใน ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทจะเน้นให้สมาชิกออกไป สาธิตสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้เห็นถึงประสิทธิภาพของ สินค้าอย่างแท้จริง พร้อมกับการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่เป็น นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาจัดจำหน่ายในระบบ
     
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 600 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายสินค้า Koregins 300 ล้านบาท D-Braime 50 ล้านบาท D-10+Plus 50 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก Refeat 30 ล้านบาท และ ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร บานเย็น รากขาว 60 ล้านบาท และที่เหลือเป็นสินค้าในกลุ่มอื่น โดยผลิตภัณฑ์ Refeat และ บานเย็น รากขาว เป็นสินค้าที่จะเริ่มจัดจำหน่าย ในปีนี้ อีกทั้งบริษัทได้วางแผนที่จะออกสินค้าเพิ่มใหม่ 8 รายการ ในกลุ่มความงาม และในส่วนของสมาชิกปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่ 200,000 รหัส
     
ด้านผลประกอบการในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถ ปิดยอดขายได้ 300 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ปิดยอดขายได้ 117 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา การเติบโตกว่า 100% ในส่วนของสมาชิกปัจจุบันมีจำนวน ทั้งสิ้นกว่า 50,000 รหัส เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีสมาชิก กว่า 30,000 รหัส หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 3% ขณะที่จำนวนสินค้าที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมานั้นมีทั้งสิ้น 27 รายการ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่จำหน่าย ในระบบทั้งสิ้น 37 รายการ
     
ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อการเกษตร ภายใต้ชื่อ “บานเย็น รากขาว” ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการปรับปรุงสภาพดิน และบำรุงพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยเหตุผลหลักที่บริษัทเลือก ไลน์สินค้าดังกล่าว เนื่องจากเล็งเห็นว่าตลาดสินค้า เกษตรยังเป็นตลาดที่กว้าง บวกกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งใน ส่วนของรูปลักษณ์และน้ำหนักที่เบา ซึ่งบริษัทคาดว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นตัวที่สามารถตอบโจทย์ ให้กับเกษตรกรที่ต้องการจะลดต้นทุนและเพิ่ม ผลผลิตได้เป็นอย่างดี
 
พร้อมกันนี้บริษัทได้เปิดตัวหนังสือ ที่ชื่อ Why Network ที่เป็นการรวบรวมเรื่องราวเนื้อหา สาระเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายที่ถ่ายทอดจากความคิด และประสบการณ์ของผู้บริหารสู่นักธุรกิจ โดยจะมีวาง จำหน่ายในร้านหนังสือทั่วไป และร้านชั้นนำ เช่น ซีเอ็ดบุ๊ค B2S พร้อมกันนี้ยังวางจำหน่ายในระบบ และในเร็วๆ นี้ บริษัทคาดว่าจะมีเล่ม 2 ออกมาให้สมาชิกได้ติดตาม
กำเนิดที่สุดแห่งองค์ประกอบ 5 D สุดยอดปัจจัยสร้างการเติบโตยั่งยืน

จากประสบการณ์และความสำเร็จในอุตสาหกรรมขายตรงกว่า 20 ปี ทำให้ 3 ผู้ก่อตั้งแห่ง บริษัทขายตรงน้ำดีสัญชาติไทย ดี เน็ทเวิร์ค ประกอบด้วย สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง อุทัย แจ่มฟ้า และภูมิสนอง หล้าสุด ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้เห็นซึ้งและเข้าใจปัญหาใหญ่ที่คอยฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมขายตรง ไทยนั้นมีปัญหา 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. แผนการตลาดที่ยากเกินไป 2.บริษัทไม่เติบโต ไม่ประสบความสำเร็จ และ 3.สมาชิกไม่ประสบความสำเร็จ

“ก่อนที่จะเปิด ดี เน็ทเวิร์ค เรามองว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วยกัน จากการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีของพวกเรามากลั่นกรอง จนตกผลึกทางความคิด เราจึงมองว่าองค์กรที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมขายตรงอย่างยั่งยืน ต้องประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ หรือที่เราเรียกองค์ประกอบทั้ง 5 ว่า 5D ที่กำลังโด่งดังอย่างมากในปัจจุบัน”

องค์ประกอบแรกคือ บริษัทดี ขายตรงที่ดีต้องมีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้สมาชิกทำงานได้ง่ายที่สุด การจัดการทุกอย่างต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญเทคโนโลยีต่างๆต้องทันสมัยและต้องทำงานแบบรวดเร็วทันใจ และมีการวางกลยุทธ์ต่างๆที่ชัดเจน
ต่อมา คือ สินค้าดี สินค้าที่จะทำให้บริษัทเติบโตต้องเป็นสินค้าใช้แล้วเห็นผลลัพธ์ ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรม เป็นลิขสิทธิ์ของดี เน็ทเวิร์ค ขนส่งต้องง่าย และต้องมีสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุม ที่สำคัญจะต้องแข่งขันในเวทีอาเซียนได้

แผนการตลาดดี แผนการตลาดที่ดีในวงการขายตรงนั้นจะต้องมี 3 เชิง ประกอบด้วย เชิงตัวเลข แผนๆ นั้นต้องเป็นแผนที่ทำง่ายและไม่โอเวอร์เปย์ เชิงพฤติกรรม แผนการตลาดนั้นๆ ต้องเป็นแผนที่ส่งเสริมการทำงานของสมาชิก เชิงสุดท้ายคือ เชิงโอกาส แผนๆ นั้นต้องเป็นแผนที่ยุติธรรม มาทีหลังก็สามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่าและเร็วกว่า อีกทั้งต้องมีการส่งเสริมการสร้างทีมในระยะยาว ส่งผลต่อความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว

การฝึกอบรม ที่ ดี เน็ท เวิร์ค มีหลักสูตรการฝึกอบรมมากถึง 27 หลักสูตร ซึ่งแต่ละหลักสูตรเน้นการสร้างผู้นำให้เป็นผู้นำจริงๆ เป็นมืออาชีพจริง ซึ่งต้องมีการอบรมเรียนรู้ยาวนานถึง 6 เดือน ถึง 1 ปี ถึงจะเป็นมืออาชีพ

ผู้ประกอบการดี ผู้ประกอบการต้องมีประสบการณ์ในวงการขายตรง ซึ่งพวกเราเข้าสู่วงการขายตรงตั้งแต่อายุ 19 อายุ 20 ก็สมัครเป็นนักธุรกิจอิสระ อายุ 21 ปีสร้างรายได้เดือนละ 200,000 บาท เป็นวิทยากร พออายุ 22 ก็เป็นอาจารย์สอนวิทยากร เราสร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 5 อย่างนี้ ที่ ดี เน็ทเวิร์ค มีครบถ้วน จึงส่งผลให้ ดี เน็ท เวิร์ค ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในวงการเครือข่ายเมืองไทย

“ดี เน็ทเวิร์ค” ยานพาหนะชั้นเลิศ พร้อมนำพาสมาชิกสู่ความสำเร็จ

คุณสาคร เล่าว่า การเดินทางไปสู่ความสำเร็จนั้นมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การขับรถ นั่งเรือ แต่หากเปรียบกับโลกของขายตรงแล้ว ขายตรงเป็นอาชีพ เป็นยานพาหนะ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้รวดเร็วมาก บางคนอาจจะใช้เวลาเพียง 2 – 3 ปี ก็สามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ต้องเลือกยานพาหนะที่ดีและสมบูรณ์ด้วย จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว ซึ่งทาง ดี เน็ทเวิร์ค ถือเป็นยานพาหนะชั้นเลิศที่พร้อมจะนำพาทุกท่านไปสู่ความสำเร็จที่ทุกท่านคาด หวังไว้

ส่วนกุญแจที่สร้างความสำเร็จให้กับ ดี เน็ท เวิร์ค คือ การคอนโทรลกรุ๊ป คอนโทรลทีมให้เป็นเหมือเป็น แม่ทัพบัญชาการ 1 บริษัท ต้องเป็น 1 ทีม สมาชิกทุกคนต้อเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี่คือกุญแจที่ไขไปสู่ความสำเร็จ บริษัทใดที่สามารถทำแบบนี้ได้ เชื่อเหลือเกินว่าบริษัทนั้นๆ จะประสบความสำเร็จในวงการขายตรงได้แน่นอน

“กุญแจแห่งความสำเร็จในการทำธุรกิจขายตรงอยู่ที่เราสามารถคอนโทรลกรุ๊ป ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้บริษัทเติบโต การคอนโทรลกรุ๊ป ก็เปรียบเหมือนกับการที่เราเป็นแม่ทัพในการบัญชาการศึก 1 บริษัท จะต้องมี 1 ทีม ต้องสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม”
 
เน้นการบริหารงานแบบผู้นำ พร้อมดูแลเอาใจใส่สมาชิกเป็นอย่างดี

สาคร บอกว่า เขาเป็นผู้บริหารแบบผู้นำ ไม่ได้บริหารแบบหัวหน้า ลูกน้อง การทำงานแบบผู้นำนั้นทำงานหนักกว่า ทุ่มเทเอาจริงเอาจังกว่า ตนบริหารงานไม่ได้ใช้สไตล์แบบนายจ้าง ผู้บริหารต้องใส่ใจลูกน้อง
“เราต้องรักลูกน้องก่อน ดูแลเขาก่อน เมื่อเราทำแบบนี้ วันข้างหน้าเขาจะดูแลเรา เราดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี วันข้างหน้าสมาชิกก็จะดูแลธุรกิจ ดูบริษัทให้กับเรา ผู้บริหารสไตล์ผู้นำก็เหมือนนักรบ เราจะต้องทำสิ่งดีๆ เป็นตัวอย่าง จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้คนทำตาม”

จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ของ คุณสาคร คุณอุทัยและคุณภูมิสนอง นั้นได้ทุ่มเทให้กับ ดี เน็ทเวิร์คจนหมดสิ้น นี่คือพาหนะที่ดีที่สุดในวงการขายตรง โดยพวกเขาตั้งเป้าจะสร้าง ดี เน็ทเวิร์ค ให้เป็นตำนานบทใหม่ในขายตรงไทย
 
และนี่คือ ดี เน็ท เวิร์ค พาหนะที่ดีที่สุดในวงการขายตรงยุคปัจจุบัน

เรียน นักธุรกิจทุกท่าน

เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันมีนักธุรกิจที่ซื้อสินค้าจาก บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด แล้วมีการนำสินค้าไปขายในราคาที่ไม่ตรงตามราคาที่ทางบริษัทได้กำหนดไว้ และมีการนำสินค้าไปขายโดยมีการดัดแปลงที่ไม่ตรงตามที่ทางบริษัทกำหนดไว้ ให้กับลูกค้า และผู้บริโภค ทางบริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด จึงใคร่ขอความร่วมมือให้นักธุรกิจ ทำตามกฎที่ทางบริษัทได้กำหนดไว้ให้ถูกต้อง เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของนักธุรกิจทุกท่านให้มีความเท่าเทียมกัน โดยใช้หลักความถูกต้องตามกฎและจรรยาบรรณของสาขา และวิชาชีพ ที่ท่านนักธุรกิจร่วมกันพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่กล่าวอ้างสรรพคุณเกินความเป็นจริง และไม่กล่าวโจมตีสินค้าชนิดเดียวกัน ในการจำหน่ายสินค้าที่ต่างสายงานกัน

ในการเสนอสื่อ ONLINE และสื่อต่างๆ ด้วยราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาผู้บริโภค หรือราคาข้างกล่อง และ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค และ บุคคลทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักธุรกิจ) ไม่ต่ำกว่าราคานักธุรกิจ

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ฝ่ายกฎและจรรยาบรรณ บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด

เรียน นักธุรกิจทุกท่าน

เพื่อให้ระบบการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ดีเทน ของบริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบสินค้า รวมถึงการป้องกันนักธุรกิจที่นำสินค้าไปขายให้กับลูกค้าและผู้บริโภคในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่บริษัทฯ กำหนดไว้ (ราคาข้างกล่อง) และมีการนำสินค้าไปขายโดยมีการดัดแปลงสินค้าที่ไม่ตรงตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของนักธุรกิจทุกท่านให้มีความเท่าเทียมกัน ทางบริษัทฯ จึงใคร่ขอเรียนให้นักธุรกิจทุกท่านทราบว่า ทางบริษัทฯ ได้จัดทำหมายเลขกำกับสินค้าไว้ด้านล่างกล่องและด้านบนกล่อง เมื่อท่านนักธุรกิจซื้อสินค้าระบบก็จะทำการบันทึกหมายเลขกำกับสินค้าไว้เป็นหลักฐาน โดยระบบการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจะเริ่มรอบบิล ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ฝ่ายกฎและจรรยาบรรณ บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด
ซูมภาพธุรกิจขายตรงปี’55 พบคลื่นความแรงปะทุตั้งแต่ต้นปี หลังหลายค่ายยอดขายพุ่งสวนวิกฤติ เผยไตรมาสที่ 1 ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น ทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยโฆษณา-สื่อทีวี-โปรโมชั่น พร้อมระบุครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก…ส่วนครึ่งปีหลังตลาดขายตรงร้อนระอุ หลังหน่วยงานรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีดดิ้นไม่หลุด 

หากจะให้พูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจขายตรง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน คงจำเรื่องราวของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็เชื่อว่ามีหลาย ๆ คน จำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ยังจำเหตุการณ์เรื่องราวในธุรกิจขายตรงไม่ได้แบบเต็มร้อยเสียทีเดียว โดยปักษ์นี้ทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ขอมาประมวลภาพรวม “ธุรกิจขายตรง” ออกมาให้ทุกท่านได้ “ย้อนรำลึก” ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2555 ที่ผ่านมาอีกครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงจะจำภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน โดยเชื่อว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างล้วนแล้ว น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว

Q1ขายตรงยอดขายร้อนฉ่า 
ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น
 …ต้องบอกว่า เริ่มต้นปี 2555 นั้น พบว่า หลาย ๆ ค่ายในบริษัทขายตรง ต่างออกอาวุธหมัดเด็ด ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจอย่างเมามันทีเดียว เห็นได้จาก เมื่อจบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่เรียกว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่พี่ใหญ่อย่าง “แอมเวย์” เอง ที่ยังคงยึดเก้าอี้แชมป์ยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยสามารถมียอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% เช่นเดียวกับทางด้าน “ซูเลียน” ที่มียอดขายในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่าย “กิฟฟารีน” ที่มีตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 10% ในช่วงไตรมาสที่ 1 รวมถึงเอม สตาร์ มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่ายหมอเส็ง มีตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมา…เรียกได้ว่าขายตรงแต่ละค่าย ต่างมียอดขายที่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤติในเรื่องของภาวะน้ำท่วมลากยาวมาถึงต้นปีนี้ก็ตามที

ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของยอดขายในไตรมาสที่ 1 ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาปล่อยทีเด็ดเพื่อกระตุ้นธุรกิจกันอย่างมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านค่าย “โกลด์แคทส์” ก็ได้ออกมาอัดกลยุทธ์แบบครบเครื่อง ด้วยการเปิดตัว 2 ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ไปพร้อม ๆ กับการเตรียมแผนบุกตลาดเต็มร้อย ด้วยการทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง “GIFT Channel” ลุยตีตลาดในวงการขายตรงแบบครบเครื่อง

ค่าย “ดีเน็ทเวิร์ค” ออกมาประกาศรุกตลาดด้วย 7 จุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับการเข็นสินค้าใหม่สู้ศึกอย่างมากมาย โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 นั้น สินค้าที่ทาง “ดีเน็ทเวิร์ค” นำออกมาตีตลาด คือ สินค้าสำหรับท่านชาย “Seven Zeed” จากประเทศไต้หวัน…เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว

ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน คงพอที่จะจำกันได้เป็นอย่างดี ในกรณีของค่าย “ไทยเฮลท์” ที่มีข่าวฉ่าวออกมาว่า มีตัวแทนขายโอเวอร์เคลม อวดสรรพคุณเกินจริงผ่านเว็บจนทิ่มตา “อย.” เข้า…ซึ่งเรื่องนี้ถูกกลายเป็นประเด็น ที่ถูกจับจ้องรับปีมังกรทองกันเลย จนทางด้าน “สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)” ต้องออกมาร่อนออกข่าวประชาสัมพันธ์เตือน! ผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโฆษณาที่เกินความเป็นจริง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ที่ตัวแทนขายโอเวอร์เคลมสรรพคุณสินค้าเกินความเป็นจริง…!!.ซึ่งในเวลานั้น ทางด้านเอ็มดีใหญ่ของค่าย “ไทยเฮลท์” ก็ออกมาโต้ว่า นโยบายโฆษณาบริษัทฯ อยู่ในกรอบควบคุมของทาง “อย.” ไม่คิดที่จะออกนอกลู่ นอกทาง แถมที่ผ่านมา ไม่เคยโฆษณาขายสินค้าผ่านเว็บไซต์แต่อย่างใด ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน ต่างเฝ้าดูความคืบหน้าของเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดทีเดียว

เช่นเดียวกับทางด้านขายตรงน้องใหม่เอง ในช่วงไตรมาสที่ 1 ก็พบว่า หลาย ๆ ค่ายต่างส่งไม้เด็ดออกอาวุธครบมือเพียบ ทั้งในส่วนของ “สินค้า-แผนการตลาด-โปรโมชั่น” เรียกได้ว่ามีการเปิดเกมรบหมดหน้าตัก หวังเขย่าธุรกิจเพื่อต้องการแจ้งเกิดกันเลย

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีสำหรับค่าย “นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์” นั่นก็คือ การตอกย้ำบริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยการคว้า 2 รางวัล การันตีคุณภาพความสำเร็จ จากการจัดอันดับของ อินเวสเตอรส์ บิสซิเนส เดลี่ หรือ ไอบีดี ให้เป็น1 ใน 100 บริษัทที่ดีที่สุดประจำปี 2011 และเป็น 1 ใน 1,000 บริษัทมหาชน ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกจาก ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส ไทมส์ หรือไอบีทีอีกด้วย ต่อกันด้วยค่าย “หมอเส็ง” ที่ออกมาประกาศรุกฆาต กางตำราทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ลุยสื่อเต็มอัตราศึก เพื่อหวังที่จะปูทางให้สมาชิก พิชิตความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการโฆษณาผ่าน 3,5,7,9 ซึ่งนับว่าหมากเกมนี้ ทางด้านคุณหมอเส็ง วางหมากเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ให้กับสมาชิกได้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นจริง ๆ ส่วนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความคึกคักให้กับสมรภูมิรบขายตรงได้ไม่น้อย นั่นก็คือ การเปิดศึกช่วงชิงพื้นที่ความยิ่งใหญ่ในตลาดเครือข่ายขายตรงของค่ายใหญ่หลาย ๆ ค่าย ที่ออกมาเดินเกมได้อย่างน่ากลัวเริ่มจาก …“แอมเวย์” ที่นำร่อง ปรับผลตอบแทนอีกรอบ หวังที่จะดึงสมาชิกไม่ให้ปันใจหนีไปค่ายอื่น แถมยังมุ่งเน้นรุกตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ “กิฟฟารีน” ก็ไม่น้อยหน้า กางตำราเพิ่มอินเทนซีฟ 2 เท่า พร้อมกับจัดโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกตลอดทั้งปี ส่วน “คังเซน-มิสทีน-เอสเนเจอร์” ก็ออกมางัดลูกเล่นใหม่สารพัด หลังจากที่โดนขายตรงหน้าใหม่ รุกประชิดติดหน้าประตูบ้าน ด้วยการออกอาวุธแบบครบเครื่องกันเลยทั้งในส่วนของโฆษณาประชา สัมพันธ์ สินค้าที่โดนใจ

ครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ 
ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก
 …เช่นเดียวกับอีกหนึ่งข่าวดัง ที่ประโคมข่าวหน้า 1 “หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์” นั่นก็คือ ผู้บริหารโอทูฯ” เดือด หลังถูกบริษัทขายตรงจอมลวงโลก 2 ค่าย แอบอ้างโรงงานการผลิต มาจากแหล่งเดียวกันกับ “โอทู ฟลาโวเจน” พร้อมกับมีการนำภาพโฆษณาขึ้นเว็บหรา ขนาดเว็บช่อง intv.co.th ยังเข้ามาล้วงคองูเห่า โชว์โลโก้โอทูฯ แต่คลิกดูเนื้อหาข้างในกลับเป็นคนละบริษัท

โดยในช่วงนั้นทางด้าน “กัญจนา” ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ก็ได้ออกมากล่าวว่า ตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ค่ายอื่น ยังให้ความไว้วางใจบริษัท โอทูฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับทางด้าน “ขวัญชัย ปิยะทัศน์” ก็ออกมาเคลียร์ใจจับมือโรงงานลุยตลาดเกษตรเหมือนเดิม พร้อมกับเตรียมเปิดตัวโอทูขวดเล็กหวังบุกตลาดล่างกลุ่มเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของกรณีค่าย “ซัน คลาร่า” สินค้าฟิตกระชับที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ก็เกิดปัญหาเช่นกัน โดยในช่วงนั้น ค่าย “สตาร์ ซันไชน์” ที่นำโดย “โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์” ก็ได้ออกแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า “คลาร่า พลัส” พร้อมกับจ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้ และไม่ใช้บริการ “บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด” เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทางสมาชิกในช่วงเวลานั้น เกิดความสับสนหวั่นสูตรเพี้ยนคุณภาพไม่เหมือนเดิม จนผลสุดท้ายทางด้าน “ธนอรรถ ตรีธิติธัญ” ผู้ผลิต “ซัน คลาร่า” สูตรฟิตกระชับเจ้าตำรับ ก็ได้ออกมาประกาศว่าในกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมที่จะออกผลิต ภัณฑ์ใหม่ชื่อ “ซัน คลาร่า พลัส” เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005 ที่สำคัญ ยังประกาศอีกว่า หาก “สตาร์ ซันไชน์” ไปใช้บริการจากโรงงานผลิตอื่น บริษัทฯ จำเป็นต้องมอบแบรนด์นี้ ให้ค่ายขายตรงรายอื่นทำตลาดต่อไป…เรียกว่ากระแสของผลิตภัณฑ์ “ซัน คลาร่า” ค่อนข้างที่จะร้อนแรงอย่างมากทีเดียวในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

…นับได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกกระแสของผลิตภัณฑ์ภายในสำหรับสุภาพสตรีค่อนข้างมาแรงอย่างมากทีเดียว หลังจากที่ “ซัน คลาร่า” ออกมาสร้างกระแสจนดังเปรี้ยงป้าง จนส่งผลให้หลาย ๆ ค่าย ต่างกระโดดเข้ามาร่วมแชร์ในตลาดนี้ เห็นได้จาก ค่าย “แอมริช” ขายตรงคลื่นลูกใหม่ ที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ “ออไรท์” ใช่เลย เพื่อภายในผู้หญิง “สูตรดั้งเดิม” พร้อมกับทุ่มงบ 80 ล้าน ลงสื่อทีวีดาวเทียม ควบคู่กับวิทยุชมชนกว่า 1,200 สถานี จนวันนี้เรียกว่าผลิตภัณฑ์ “ออไรท์” กำลังอยู่ในกระแสของตลาดและหลาย ๆ คนเริ่มที่จะรู้จักกันอย่างมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับทาง “โอทู” ก็ได้ออกสินค้า “ภายในผู้หญิง” ที่ชื่อว่า “เอฟ-ทู” มาเขย่าตลาดเช่นกัน เช่นเดียวกับข่าวของทางด้านอดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ที่ถูก “นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง พร้อมกับมีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลาย ๆ คน ได้อย่างมากทีเดียว และจากนั้นไม่นาน ทางด้าน “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เอง ก็ได้ โบกมืออำลาสื่อ เออรี่ตัวเองก่อนเกษียณ พร้อมกับปิดฉากมือปราบแชร์ลูกโซ่ขายตรงลงทันที

ตลาดขายตรงครึ่งปีหลังระอุ 
หน่วยรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีด
…เช่นเดียวกับ ข่าวร้อนมาแรงในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ทางผู้ประกอบการขายตรงต่างเครียดขึ้นสมองหลังกันเลย หลังจากที่ถูก “วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้มีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ ‘บริษัทขายตรง’ ให้ซื้อประกันสินค้ากับ “ทิพยประกันภัย” โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 – 0.5 จากยอดขายแต่ละปี เพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค โดยเอา “ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค” มาเป็นตัวล่อ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาผู้ประกอบการหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาโต้ว่า ถือเป็นการแบกภาระที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากบริษัทขายตรงทุกค่าย ต่างมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้ว…ซึ่งเป็นข่าวที่หลาย ๆ ฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างมากที่เดียวว่าจะหาทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอย่างไร

ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียวนั่นก็คือ การเปิดตัวเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ที่ชื่อ “จิรชัย มูลทองโร่ย” โดยเลขาฯ คนใหม่ท่านนี้ ต้องบอกว่า เป็นผู้ที่ถูกสื่อวิจารณ์หนัก พรอมกับเป็นเลขาฯสคบ.คนแรก ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากที่สุดด้วย

และหลังจากที่ได้รับตำแหน่งใหม่ได้ไม่นาน เรียกได้ว่า ช่วงนั้นมีข่าวมาว่า เลขาฯ สคบ.ท่านนั้น ค่อนข้างฟิตจัดอย่างมากทีเดียว ด้วยการออกหมัดแรก จี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้า เพื่อรับ “ตราสัญลักษณ์สคบ.” รับสนองนโยบาย “รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล” พร้อมกับบอกว่า ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วย การรับคืนสินค้ามาตรา ๓๖ …เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่ง “แอ็ค ชั่นแรก” ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน “ตราสัญลักษณ์ สคบ.” เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน อย่างล่าสุดก็มีข้อสรุปแล้วว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่จะได้ตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น จะต้องปฏิบัติ 3 แนวทาง ด้วยกัน คือ 1.ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. ต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมา และ 3. การทำประกัน

…ส่วนอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ส่งท้ายปีนี้ เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การปิดบัญชีดำขายตรง DCHL ที่ทางด้าน “สคบ. – DSI – กองปราบฯ” ได้ร่วมมือกัน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL ที่ย่านพระราม 9 หลังจาก ที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่า สามารถดำเนินคดีได้ พร้อมกับสามารถออกหมายจับได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเลยก็ว่าได้

…จะเห็นได้ว่า ข่าวต่าง ๆ ที่ทาง “นสพ.ตลาดวิเคราะห์” ได้นำเสนอมานี้ คือ หลาย ๆ เหตุการณ์ที่ใครหลายคนที่อยู่วงการขายตรง คงพอที่จะจำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง “ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์” ได้หยิบยกออกมาให้ทุกท่านได้ทราบเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น เชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานี้ “ธุรกิจขายตรง” หรือ ธุรกิจไหน ๆ ต่างก็คงที่จะเจอสารพัดปัญหาเข้ามารุมเร้าในธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าธุรกิจนั้นจะเจอปัญหามากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง…ลองมาจับตากันดูต่อไปว่าในปี 2556 ที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้ จะมีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาในธุรกิจมากน้อยแค่ไหนอีกไม่นานคงรู้กันแน่!!!…

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334
ดี เน็ทเวิร์ค ฉีกแนวทางธุรกิจขายตรงเกษตร เนรมิต “สารบำรุงสมองพืช” ภายใต้ชื่อ “บานเย็น” ที่สุดแห่งเทคโนโลยีทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นนวัตกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ คาดสินค้ากลุ่ม “บานเย็น” จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัทในอนาคตอันใกล้ เตรียมจัดงานใหญ่ฉลองจำหน่ายผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ ครบ 50 ล้านเม็ด ต้นปีหน้าพร้อมตั้งเป้าบุกตลาดเวียดนามเป็นที่แรก
      
คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยทำการฉีกแนวในการทำธุรกิจเกษตรอย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกสินค้า “สารบำรุงสมองพืช” ภายใต้ชื่อ “บานเย็น”
  
“ผลิตภัณฑ์บานเย็นหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “บานเย็นรากขาว”จะมีแพ็ตเกจเป็นสีบานเย็นทำให้คนเห็นแล้วจำได้เลย นี่ถือเป็นการฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ” ว่าทำไมสินค้าเกี่ยวกับเกษตรต้องสีเขียวเท่านั้น โดยสารบำรุงสมองพืชของเราถือเป็นที่สุดของนวัตกรรมทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นเทคโนโลยีจากสวิตเซอร์แลนด์สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์
         
สินค้าในกลุ่มนี้มี3ตัว ตัวแรกคือ “บานเย็นรากขาว” ตัวต่อมาคือ “วัคซีนพืช” เป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพืช ซึ่งทำจากซิลิก้าและกรดอะมิโน ตัวที่ 3 คือ “สารเพิ่มผลผลิตบานเย็น” เร่งการผลิตดอกออกผล ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมสารเสริมพืชแห่งยุค
     
“การที่เราโดเข้ามาร่วมทำธุรกิจขายตงเกษตรสืบเนื่องจากสินค้าของเราเข้ากับ คอนเซ็ปต์ของ ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวคือ เป็นสินค้าที่ดีมีนวัตกรรม เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ขนส่งง่าย ราคาเอื้อต่อผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาด AEC ได้ ที่สำคัญสินค้ากลุ่มเกษตรของ ดี เน็ทเวิร์ค ทุกตัวล้วนแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลก”
 
คุณสาคร กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ตนเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำ 3 เดือนสร้างยอดขาย       ได้สูงถึง 20 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายเป็นสูตรเดียวกันกับ “สารบำรุงสมองพืชบานเย็น” ตนจึงมีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของ ดี เน็ทเวิร์คจะสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรได้เป็นอย่างดี
 
ทางบริษัท คาดหวังว่าสินค้ากลุ่ม “บานเย็น” จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัท และจากการได้ทำการทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ

ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2556 ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดงานใหญ่เฉลิมฉลองยอดขายโกโรจินส์ 50 ล้านเม็ด และมีการประดับเข็มให้กับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่ง
 
“งานใหญ่ ของเราจะจัดขึ้นที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คนจากทั่วประเทศ นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองและการประดับเข็มแล้ว เรายังมีโปรแกรมการแข่งขันท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการศึกษาตลาด AEC ไปในตัว เนื่องจากทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก”
 
ความพร้อมในการบุกตลาดเวียดนามนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียม ความพร้อม ในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าก็อยู่ในระหว่างการขอจด อย. อยู่ซี่งโปรโมชั่นการท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามนี้ สร้างความคึกคักในหมู่สมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค เป็นอย่างมาก ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะมีผู้ผ่านคุณสมบัติการท่องเที่ยวในครั้งนี้ถึง 400 คน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ถึง 5 มกราคม 2556 เดินทางในเดือน พฤษภาคม 2556
     
“การที่เราเลือกบุกตลาดเวียดนามก่อน สืบเนื่องจากคนเวียดนามเป็นคนที่ขยันขันแข็งเป็นออย่างมาก อีกทั้งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา พวกเขากำลังแสวงหาโอกาสในชีวิตซึ่งผมมองว่าเหมาะอย่างมากกับการทำอาชีพขาย ตรง เราจึงตัดสินใจบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก” คุณสาคร ระบุปิดท้าย
บริษัท ดี เน็ตเวิร์ค เวิร์ลไวด์ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ซิมิเล่ คอสเมโทโลจีผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยให้ ดูอ่อนเยาว์สดใสเป็นธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติของสารสกัด กลไลการทำงานร่วมกันของสาร Growth Factor ใน การรื้อฟื้นความอ่อนเยาว์ของเซลล์ผิว สเต็ป 1 ปกป้องเซลล์ผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระด้วย TRX หรือ Trioredoxin สารต่อต้านอนุมูลอิสระของเซลล์ผิว สเต็ป 2 ลดเลือนริ้วรอย คงความชุ่มชื้น และกระตุ้นการเจริญ ของเซลล์ผวิ ชว่ ยผลดั เซลลผ์ วิ กระต้นุ การแบง่ เซลล ์ และการสังเคราะหส์ าร Hyaluronic ทชี่ ่วยคงความชมุ่ ชื้นแก่ เซลล์ผิว สเต็ป 3 กระตุ้นการสร้างเซลลืผิวทดแทน กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจน และอีลาสติน กระตุ้นการ เจริญของเซลล์ผิวใหม่ ช่วยผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนและอีลาสติน เพิ่ม ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันของสาร Multiple Growth Factor และสารสกัด Stem Cell เข้มข้นจากแอปเปิ้ล ร่วมด้วยสารคงความชุ่มชื้น ของเซลล์ผิวที่ดีที่สุดในปัจจุบัน กลายเป็นสูตร ของอาหารผวิ ที่ดี และเหมาะสมที่สดุ ในการฟนื้ ฟู ความอ่อนเยาว์แก่เซลล์ผิว วิธีใช้ ตัดบริเวณด้านปลายแคปซูล แล้วทา เซรั่มให้ทั่วบริเวณผิวหน้าหรือบริเวณที่ต้องการ ดูแลเป็นพิเศษ ควรใช้ตอนเช้าและก่อนนอนทุก วันเพื่อประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ของสารประกอบส่วนผสม 1 แคปซูล ควรใช้ให้ หมดภายใน 30 วินาที
ดี เน็ทเวิร์ค จับมือสถาบันวิจัยไต้หวัน ลงสนามโค้งสุดท้าย ส่ง "Simile Growth Factor" ลงตลาดความงาม หวังดันยอด 500-1,000 กล่องต่อเดือน พร้อมจัดหนักโปรโมชั่นท่องเที่ยว ล่าสุดเตรียมพาสมาชิก กว่า 159 ชีวิต ลุยคุนหมิง

สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยถึงผลิตภัณฑ์ Simile Growth Factor ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวหน้านวัตกรรมใหม่ล่าสุด จากสถาบันวิจัยไต้หวัน ซึ่งบริษัทได้ทำการ เซ็นสัญญาในการจัดจำหน่ายและนำเข้าแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ การที่บริษัทนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ามาทำตลาด เพื่อ ต้องการที่จะให้สินค้ากลุ่มสกินแคร์ของบริษัทเป็นกลุ่มที่มีสินค้า ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การป้องกัน และ การบำรุง โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะอยู่ในขั้นตอนของการ บำรุง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์ คือ กลุ่ม ที่ต้องการดูแลผิวพรรณและชะลอการเกิดริ้วรอยของ ของผิว

อีกทั้งบริษัทมีความเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่มีปัญหาด้านผิวพรรณได้เป็น อย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา ลดชั้นตอนในการ บำรุงรักษา ขณะที่ Simile Growth Factor จำหน่ายในราคากล่องละ 3,900 บาท ราคาสมาชิก 3,000 บาท ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสามารถ แข่งขันในตลาดได้ ในส่วนของช่องทางการทำตลาด บริษัทจะเน้นการทำ ตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดีแล้วบอกต่อ โดยตั้งเป้าสินค้าตัวนี้จะเป็นพระเอก นำในกลุ่มสกินแคร์ เพราะหลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือน พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้บริษัท ตั้งเป้ายอดขายไว้ 500-1,000 กล่องต่อเดือน

"สินค้าใหม่ Simile Growth Factor ได้นำเอานวัตกรรมเทคโน- โลยีชีวภาพระดับนาโนมาใช้ ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิว ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง ซึ่ง Growth Factor ที่ผสมจะ นำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลายชนิด ทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐานแล้ว"

สาคร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมการตลาดในช่วง ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้จัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็น โปรโมชั่นการท่องเที่ยวประเทศจีน ขณะนี้มีผู้ประสบความสำเร็จพิชิต คะแนน โดยได้ไปท่องเที่ยวคุนหมิง ประเทศจีน แล้วถึง 159 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 2 เท่า โดยผู้ที่ผ่านการแข่งขันในครั้งนี้ มีทั้ง สมาชิกหน้าเก่าและหน้าใหม่ จะเริ่มเดินทางไปท่องเที่ยวในวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ยังได้จัดงานประดับเข็ม ให้กับสมาชิกในตำแหน่ง GOLD และ SILVER ซึ่งงานดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้กับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จ โดยในครั้งนี้มีผู้ขึ้นรับการประดับเข็มมากกว่า 60 คน ส่วนงานมอบ เข็มครั้งใหญ่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคมปีหน้า

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 210 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เจาะใจ ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ กับท่านประธาน สาคร ใสกมล ผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง วาทะศิลป์ และสายตาอันยาวไกลตอบโจทย์ขายตรงยุค 2012  

1. ก่อนอื่นทางเว็บไซต์ ไทยเอ็มแอลเอ็มนิวส์ อยากทราบก่อนเลยว่าทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

อาจารย์สาคร ได้อยู่แวดวงขายตรงมา 23 ปี และเริ่มต้นจากการเป็น เมมเบอร์ทั่วๆ ไปและก็ได้มาเป็น ลีดเดอร์ จากนั้นก็ได้ก้าวมาสู่ระดับผู้บริหารและได้ผันตนเองมาเป็นผู้ประกอบการซึ่ง ผมได้ก้าวเดินในเส้นทางขายตรงมาอย่างยาวนาน ซึ่งผมมองเห็นถึงปัญหาใหญ่ๆ ในแวดวงธุรกิจขายตรงนั้นหลักๆ มีอยู่ 2 ข้อด้วยกัน 1. บริษัทโตแต่สมาชิกโตยากอันนี้อนึ่งสืบเนื่องมาจากแผนการตลาดที่ทำได้จริงยาก 2. รายได้เมมเบอร์ดีมากแต่บริษัทไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากทางผู้ประกอบการไม่เป็นมืออาชีพอย่างเพียงพอที่จะ บริหารธุรกิจได้อย่างงตลอดรอดฝั่ง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เป็นพื้นฐานให้แก่ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ ซึ่งทางเราจะสร้างให้เมมเบอร์ต่างๆ ประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กับบริษัทของเราด้วย พร้อมอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อให้เป็นตำนานในบริษัทขายตรงของประเทศไทยอีกด้วย ในคำว่าตำนานคำนี้นั้นหมายถึงเป็นธุรกิจขายตรงสีขาวบริสุทธิ์ 100% พร้อมๆ กับบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมากๆ ขึ้นไปอีกด้วยโดยไม่อาศัยการย้ายค่ายย้ายผู้นำทางอาจารย์เล็งเห็นถึงจุดนี้ ว่าหากเราย้ายไปย้ายมาไม่ได้สร้างบุคลากรที่แข็งแกร่งขึ้นมานั้นก็เหมือนการ จำกัดตลาดขายตรงให้อยู่ในแวดวงเดิมๆ เท่านั้น สิ่งเหล่าทำให้ก่อนเกิดคำว่าตัว "ดี" ขึ้นมา "พื้นฐานมาจาก 5 ดี" คือ บริษัทดี สินค้าดี บุคลากรดี แผนดี และ ระบบดี ต่อมาคำว่าเครือข่ายก็คือ "เน็ทเวิร์ค" นั่นเอง จากนั้นก็ตาด้วย "เวิลด์ไวด์" เพื่อให้ครอบคลุมสื่อในประจุดรวดเร็วครอบคลุมทั่วโลก พื้นฐานเหล่านี้จึงก่อให้เกิด "ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์" ขึ้นมา ซึ่งทางเราต้องการให้ ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ ให้เป็นขายตรงมืออาชีพจริงๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นอาชีพเท่านั้น และต้องเป็นขายตรงน้ำดีไม่มีการซื้อผู้นำ เสนอเงื่อนไขอะไรต่างๆ ไม่มีโค้ดฟรี ด้วยตัวของอาจารย์ สาคร เองเชื่อว่าหากเราทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาซื่อสัจสุจริตแล้วไปไม่รอดก็ไม่ เป็นไรดีกว่าไปทำธุรกิจที่โตได้แต่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เปิดมาปิดไป ทำแบบนี้ถึงเราจะประสบความสำเร็จจริงเราไม่มีความภูมิใจอย่างแน่นอน  

2. สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ผู้มุ่งหวังให้ความสนใจเข้าร่วมธุรกิจกับขายตรงต่างๆ คือวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรอยากทราบถึงทางวิสัยทัศน์ทางท่านประธานหน่อย ครับว่ามีวิสัยทัศน์ที่จะพา ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ ไปให้ถึงฝันเป็นเช่นไรบ้าง

อาจารย์สาคร มองธุรกิจเป็น 4 ยุคด้วยกันคือ ยุคแรกคือ ยุคของการผูกขาดทางธุรกิจ ยุคที่สองคือ ยุคแห่งนายทุนซึ่งเป็นยุคที่หากใครมีทุนก็กระโดดเข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ ทันทีเป็นยุคที่ขายตรงเกิดเป็นดอกเห็ดก่อให้เกิดธุรกิจขายตรงกลายเป็นธุรกิจ สีเทาเปิดๆ ปิดๆ กันหลายๆ บริษัท ซึ่งคาบเกี่ยวมาสู่ปัจจุบันนั่นคือยุคที่สาม ยุคมืออาชีพซึ่งทางผู้ประกอบการและเมมเบอร์ต่างๆ ต้องมีองค์ความรู้ความสามารถจริงๆ ถึงสามารถที่จะอยู่รอดได้อย่างปลอดภัย และในอนาคตก็จะก้าวเข้าสู่ยุคที่สี่ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายคือยุคธุรกิจสีขาวกับ ธุรกิจสีดำแบ่งแยกกันชัดเจน ซึ่งธุรกิจสีขาวหมายถึงบริษัทที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ถึงจะสามารถที่จะเติบโตได้จริงๆ และ ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ กำลังจะเป็นบริษัทที่จะเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงโดยปณิธานของดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ คือเราจะไม่ร้องขอให้ใครทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ เราจะไม่ร้องขอให้ใครทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้ แต่เราจะทำให้เขาดูและให้เขาดูเราทำ  

3. เท่าที่ทราบ ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์เปิดมาเกือบเป็นเวลา 3 ปี ที่แน่นอนช่วงปีแรกคือปีแห่งการบุกเบิก ตอนนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 3 แล้วทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ขอทราบได้ไหมครับว่าปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่เท่าไหร่และสำเร็จไปกี่ เปอร์เซ็นแล้วครับ

ปีแรกของเราเริ่มได้ที่ 71 ล้านบาท ปีที่สอง 117 ล้านบาท ในส่วนปีที่สามคือปีนี้เองเราตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งท่าหากเข้า 300 ล้านบาทถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วเพราะทางอาจารย์เป็นคนพูดตรงๆ เป้าเราต้องตั้งไว้สูงเข้าไว้ก่อนสำเร็จไม่สำเร็จเราค่อยว่ากันแต่มันคือ หนึ่งในแรงผลักดันที่ดีให้เราเข้าไปถึงจุดนั้นได้ท่าหากไม่ได้ใกล้เคียงก็ ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว ซึ่งปีหน้าปี 2556 นั้นทางผมตั้งเป้าไว้ พันล้านบาท ซึ่งทางผมมั่นใจว่าต้องได้ใกล้เคียงอย่างแน่นอน  

4. ปี 2556 ที่จะถึงนี้มีวางแผนที่จะกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภคและแผนการตลาดวางไว้เป็นเช่นไรบ้างครับ

ปี 2556 ก็อย่างที่บอกครับตั้งเป้าไว้ พันล้านบาท ส่วนในแผนการตลาดนั้นผมเตรียมไว้ 4 ช่องทางคือ ช่องทางแรกทหารหารบก คือการ สปอนเซอร์นั่นเองเข้าไปประชิดตัวแนะนำกันตัวต่อตัว สองรบทางเรือคือเหมือนนำคนขึ้นเรือไปรบเช่นจัดประชุมตามแหล่งชุมชน มหาลัยต่างๆ ส่วนช่องทางที่สามคือการรบแบบใต้ดินเปรียบได้ดั่งโลกออนไลน์ ช่องทางที่สี่คือทหารอากาศเปรียบได้ดั่งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งเราประชาสัมพันธ์คบทุกช่องทาง  

5. ในปี 2558 ประเทศไทยเราจะเข้าร่วมกับสมาคมอาเซียน ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีวางแผนการในอนาคตระยะยาวตรงส่วนนี้ไว้บ้างแล้วหรือยังครับ

ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีความพร้อมเป็นอย่างมากหากมีการเปิดสมาคมอาเซียนเมื่อไรไม่ว่าด้านภาษาบนเว็บไซต์ทางเราได้เขียนเว็บไซต์รองรับภาษาไว้ถึง 63 ภาษา และมีการฝึกทีมงานในประเทศไทยอย่างดีและสินค้า ดีเบรม(D-Braime) จดลิขสิทธิ์ในต่างประเทศไว้ถึง 5 ประเทศด้วยกันแล้วได้แก่ ไทย กัมพูชา เวียดนาม พม่า และ ลาว ตอนนี้เรามีแผนที่จะเปิดศูนย์สำนักงานอาเซียนที่จังหวัดขอนแก่นเป็นตึกของ ตัวเองงบการสร้างเป็นหลักร้อยล้านขึ้นไปและใช้ชื่อคอนเซ๊ปว่าศูนย์ประสารงาน อาเซียน ซึ่งทางเราได้เตรียมแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว  

6. สินค้าของทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีหลากหลายมากๆ โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมทางเราอยากทราบมากๆ ครับว่าท่าให้พูดถึงสินค้าที่เป็นพระเอกหรือสินค้ายอดฮิตของดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ เป็นสินค้าอะไรและมีสรรพคุณอะไรบ้าง

อาจารย์ขอพูดถึงคอนเซ็ปของสินค้าของเรา ต้องมีนโยบายหรือคอนเซ็ปก่อนอันดับแรกเลย ต้องเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ เราไม่นิยมเป็นผู้ตามเราต้องเป็นผู้นำทางการตลาด สองต้องเห็นผลลัพธ์อาจารย์มองว่าคนไทยกับคนต่างชาติการซื้อสินค้ามาบริโภค นั้นต่างกันคนต่างชาตินิยมการดูรายละเอียดจากงานวิจัยต่างๆ การอ้างอิงต่างๆ ส่วนคนไทยเน้นผลลัพธ์มากกว่า สามคือต้องมีลิขสิทธิ์เป็นของเราผู้เดียวต้องไม่มี สี่สินค้าต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อสะดวกในการจัดส่งเพราะปัจจุบันเราเน้นความ รวดเร็วลูกค้าสั่งมาแล้วสินค้าสามารถถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วนั่นคือ สิ่งที่เรามุ่งหวังเป็นอย่างมาก ห้าสินค้าต้องมีราคาเหมาะสมกับผู้บริโภคและเมมเบอร์ สุดท้ายสินค้าทุกตัวต้องเป็นรองรับตลาดอาเซียน สินค้าอันดับหนึ่งของเราคือ โกเรจิ้นส์ เป็นสินค้าเพื่อสุขภาพดีผิวพรรณสวยงาม

7. ในเร็วๆ นี้จะมีเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเติมไหมครับ

ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นประจำอยู่แล้วครับ เร็วๆ นี้ก็ ดี คอนแท๊ค และ เยลลี่ กัมมี่ ครับซึ่งเป็นในส่วนของอาหารเสริมที่ยังไม่มีใครทำครับ  

8. อยากทราบครับว่าทำไมแม่ทีมต่างๆ หรือผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตถึงต้องมาก้าวเดินร่วมกับทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ ครับ

คอนเซ็ปของเราเมมเบอร์ประสบความสำเร็จเท่า กับคือความสำเร็จของบริษัทเช่นกัน และที่กล่าวไปในข้างต้นคือกฎ 5 ดี ของเรา คือ บริษัทดี สินค้าดี บุคลากรดี แผนดี และ ระบบดี ที่จะช่วยให้เมมเบอร์ของเราประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน  

9. ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ มีอะไรที่อยากจะฝากทิ้งท้ายกับ www.thaimlmnews.com บ้างครับ

อาจารย์ขอฝากว่าการจะทำธุรกิจอะไรก็ตามขอ ให้มีความซื่อสัตย์ก่อนเป็นอันดับแรกหากเรามีความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น อาจารย์เชื่อได้เลยว่าธุรกิจนั้นอยู่ได้ เปรียบได้ดั่ง สามเหลี่ยมคุณธรรมคือ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ซื่อสัตย์ต่อองค์กร และ ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และทางอาจารย์ได้สร้างบริษัทที่สร้างมาจากพื้นฐานดั่งกล่าวขึ้นมาเพื่อเป็น ขายตรงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงอาจารย์เชื่อว่าการบริหารงานอย่างซื่อสัตย์และ มีเมตตาธรรมค้ำจุนกันนั้นเป็นที่ดีและอาจารย์ก็นำมาใช้กับองค์กรของเรา
"ดี เน็ทเวิร์ค" ส่ง "Simile Growth Factor" รุกตลาดความงาม โค้งสุดท้าย วางเป้าตั้งเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ คาดยอดขาย 500-1,000 กล่องต่อเดือน ด้านกิจกรรมการตลาดจัดหนักโปรฯ ท่องเที่ยวเอาใจสมาชิก ล่าสุดเตรียมเหินฟ้าสู่คุณหมิง ประเทศจีน พร้อมผู้ประสบความสำเร็จ 159 คนมากกว่าครั้งที่แล้วเกือบ 2 เท่า

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์งานวิจัย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากสถาบันวิจัยประเทศไต้หวัน โดยเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิวหน้า ที่มีชื่อว่า "Simile Growth Factor"

โดยเหตุผลสำคัญที่บริษัทได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ SIMILE COSMETOLOGY มาเจาะตลาดในประเทศไทย เพราะ ต้องการ ให้ดี เน็ทเวิร์ค มีสินค้าในกลุ่มบำรุงผิวหน้าครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำความ สะอาด การป้องกัน การบำรุง โดย SIMILE COSMETOLOGY จะอยู่ในขั้นตอนการบำรุงรักษา

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด การผลิตได้นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับ นาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์อีก ครั้ง ซึ่ง Growth Factor ที่ผสมจะนำมาจาก Growth Factor และสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลาย ชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทาง วิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน นอกจากนั้นบรรจุภัณฑ์ของสินค้าตัวนี้ยังทำมาจากหนังปลา เพื่อทดแทนการใช้พลาสติกที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้ ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก

นายสาครยังกล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ของผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิว อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา หรือขั้นตอนการบำรุง ที่ยุ่งยาก ถือว่าเป็นสินค้านวัตกรรมระดับสูง แต่อยู่ในระดับราคาที่ลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันราคาข้างกล่องอยู่ที่ 3,900 บาท แต่ราคานักธุรกิจของดี เน็ทเวิร์ค จะเหลือเพียง 3,000 บาท ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้าตัวนี้จะสามารถแข่งขันในตลาดเอเชียได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย
ด้านช่องทางในการทำตลาดบริษัทจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดี แล้วบอกต่อ โดยตั้งเป้าว่าสินค้าตัวนี้จะเป็น สินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ เพราะหลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000 กล่อง

นายสาคร ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงกิจกรรมการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทได้มีการจัดงานประดับเข็ม ให้กับสมาชิกในตำแหน่ง GOLD และ SILVER ซึ่งงานดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้กับ สมาชิกที่ประสบความสำเร็จ โดยในครั้งนี้มีผู้ขึ้นรับการประดับเข็มมากกว่า 60 คน ส่วนงานมอบเข็มครั้งใหญ่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคมปีหน้า
นอกจากนั้น ยังมีโปรฯ ส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วงปลายปีนี้บริษัทมีโปรโมชั่น ท่องเที่ยวประเทศจีน โดยขณะนี้มีผู้ประสบความสำเร็จพิชิตคะแนน ได้ไปท่องเที่ยวที่คุณหมิง ประเทศจีนแล้วถึง 159 คน เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วถึง 2 เท่า

"ตนมองว่าการจัดโปรฯ ท่องเที่ยวให้แก่สมาชิก ถือเป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจขายตรง ซึ่งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกๆ 4 เดือน โดยครั้งที่ผ่านมาทางบริษัทมีการจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม มีผู้ผ่าน การแข่งขันเพียง 50 ท่าน จึงเห็นได้ว่าขณะ นี้มีจำนวนผู้ผ่านการแข่งขันมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของสมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ที่ผ่านการแข่งขันในครั้ง นี้ มีทั้งสมาชิกหน้าเก่าและหน้าใหม่ จะเริ่มเดิน ทางท่องเที่ยวในวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้"

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง 26-10-2012
หลังจากตลาดสินค้าผู้ใหญ่มีการแข่งขัน กันสุดโหด ผู้ประกอบการหันหาสินค้าสำหรับ เด็ก หวังเจียดเงินผู้ปกครองแบ่งจ่าย "กิฟฟารีน" ผุดเสริมอาหารผักผลไม้ 5 สี ทำกำไร "ดี เน็ทเวิร์ค" ออกเยลลี่สุขภาพ "อาเจล" ส่งเสริมอาหารเจลสำหรับเด็ก ด้าน "ยูนิอัมล่า" ผุดสินค้าล้ำหน้า เครื่องทายนิสัยนักเรียน "เอวอน" ขอแจมเค้กสกินแคร์เด็กอ่อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจขายตรง เป็น วงการธุรกิจหนึ่งที่มีจุดเด่นในเรื่องของสินค้า เสริมอาหารเป็นหลัก โดยแต่ละบริษัทเน้นการทำตลาดในกลุ่มสินค้าดังกล่าวจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งจากมูลค่าการตลาดประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ของสินค้าเสริม อาหารที่ขายอยู่ในไทย โดยมีอัตราการเติบโต ในแต่ละปีที่ 15-20% จากตัวเลขนี้ ยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ยั่วยุให้การแข่งขันทวีคูณ ซึ่งบริษัทต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องการส่วนแบ่งในกลุ่มสินค้านี้

>> ตลาดเสริมอาหารเด็ก 700 ล.

สิ่งที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า ตลาดสินค้าเสริมอาหารในปัจจุบัน มีอัตราการแข่งขัน ที่สูงมากมายเพียงใด เพราะไม่เพียงแต่กลุ่ม บริษัทขายตรงเท่านั้นที่รุมทึ้งเค้กก้อนนี้ แต่ ยังรวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นที่ส่งสินค้าเข้ามาแข่งขัน ทางออกของธุรกิจขายตรงสิ่งหนึ่ง คือ การสร้างความหลากหลายในการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ให้กับธุรกิจของตน

โดยปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าธุรกิจขายตรงหลายแบรนด์เริ่มขยับหาสินค้า จับลูกค้า ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยหันไปผลิตสินค้า เสริมอาหารสำหรับเด็กกันมากขึ้น เพื่อหวัง ที่จะเจียดเงินในกระเป๋าของผู้ปกครองมา สร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ ซึ่งตลาด เสริมอาหารสำหรับเด็กในขณะนี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งนับว่า น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรเด็ก ที่มีถึง 19.9% จากจำนวนประชากร 70 ล้านคน

จากตัวเลขดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าสินค้าเสริมอาหารสำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังโตได้อีกมาก ซึ่งถือเป็นช่องทางการสร้าง ยอดขายที่น่าสนใจของธุรกิจขายตรง โดยบริษัทต่างๆ เริ่มส่งสินค้าเสริมอาหารประเภท นี้เข้าตลาด

>> สินค้าเด็กเริ่มมีบทบาท

เริ่มตั้งแต่ "บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด" ที่ล่าสุด ได้เสริมจุดแข็งด้วยการเปิดตัวสินค้าเสริมอาหาร "ไฟโต-คิดส์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดจากผักและผลไม้ 5 สี โดยสินค้าประเภทนี้ บริษัทได้ผุดขึ้นเพื่อจับตลาดผู้บริโภคที่เป็นเด็กโดยเฉพาะ

ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ ทางบริษัทก็ยังได้เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ 2 ชุด ในการให้ความรู้เชิงวิชาการด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ ใหม่ "กิฟฟารีน แคลเซียม" ซึ่งเป็นสินค้าประเภทนมอัดเม็ด สำหรับเด็กมัธยมต้นจนถึงปลาย

ด้าน "บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด" นับเป็นอีกค่ายที่ส่งสินค้าเสริมอาหาร สำหรับเด็กขึ้นมา โดยนายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เปิดเผยว่า ดี เน็ท-เวิร์ค ได้ปฏิวัติวงการเสริมอาหาร ด้วยการ ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบของเยลลี่สำหรับเด็ก ความคิดดังกล่าวเกิดจาก การที่เห็นเด็กรับประทาน อาหารเสริมได้ยาก ทางบริษัทเล็งเห็นจุดนี้จึงทำการผลิตอาหาร เสริมในรูปแบบเยลลี่ออกมา เพื่อให้เด็กรับประทานได้ง่าย ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง

เราต้องการให้เด็กทานอาหารเสริม ได้ง่ายจึงนำสารอาหารต่างๆ ใส่เข้าไปในขนม เยลลี่ โดยเราแบ่งสินค้าดังกล่าวออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มเสริมอาหารเน้นเสริม สร้างการเจริญเติบโต สินค้าในกลุ่มนี้จะเป็น เยลลี่ที่มีส่วนผสมของแคลเซียมเข้มข้น รับประทาน 1 เม็ดเทียบเท่ากับนม 5 แก้ว นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมของโกรธฮอร์โมนเข้าไปเสริมสร้างให้ร่างกายเด็กเจริญเติบโต สมวัย

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มวิตามินและเกลือแร่ โดยมีการใส่วิตามินและเกลือแร่เข้าไปในขนมเยลลี่ เมื่อรับประทานเยลลี่ 1 เม็ดเทียบเท่ารับประทานผัก 5 กิโลกรัม รวม ไปถึงการใส่เกลือแร่ทั้งหลายเข้าไป เด็กที่ไม่รับประทานผัก หากทานขนมเยลลี่เข้าไป ก็จะได้รับสารอาหารจากผัก

"การที่เราหันมาเจาะตลาดเด็กอายุ ตั้งแต่ 1-15 ปี เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ เด็ก ในเมืองไทยมีถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ทั้งหมด การเปิดสินค้าตัวนี้ถือเป็นการปฏิวัติ วงการเสริมอาหารของเมืองไทย เราได้สร้าง ความฮือฮาให้กับวงการขายตรงอีกครั้ง" สาคร กล่าว

โดยนอกจาก 2 บริษัทที่กล่าวมาแล้ว อีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่ได้ผุดสินค้าเสริมอาหารสำหรับเด็กออกมาคือ "บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" ซึ่งล่าสุดได้ผุดสินค้าเสริมอาหารชนิดเจลตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ "OM-3" ซึ่งจะเจาะตลาดไปในกลุ่มเยาวชนเด็ก นักศึกษาเป็นหลัก โดยบริษัทอ้างว่าสินค้ากลุ่มนี้ จะส่งผลช่วยในเรื่องของการทำงานของสมอง

>> สรรหาสินค้าสุดล้ำหนีเกมเดือด

ไม่เพียงแต่สินค้ากลุ่มเสริมอาหารเท่านั้นที่บริษัทขายตรงต่างๆ หยิบขึ้นมาเป็น อาวุธในการเก็บเกี่ยวยอดขาย แต่ยังมีสินค้า สำหรับเด็กกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกของบริษัทขายตรง

"บริษัท ยูนิอัมล่า อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด" ก็เล็งเห็นถึงการสรรหาลูกเล่นเพื่อโกยเงินจากกระเป๋าผู้ปกครองเช่นกัน โดย "ศลาฆนันท์ ปัณฑาทรัพย์กุล" กรรมการผู้จัดการ "ยูนิอัมล่า" เผยว่า ในปี 2555 บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ขึ้น ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคต คือ "ฟิงเกอร์สแกน" หรือเครื่องสแกนลายนิ้วมือนำเข้าจากประเทศไต้หวัน โดยมีคุณสมบัติในการรับรู้ว่าเด็กคนไหนชอบอะไร เหมาะที่จะเรียนรู้อะไร มีความถนัดด้านใด และมีพรสวรรค์ด้านใด โดยเพียงสแกนลายนิ้วมือ เด็กคนนั้นๆ

"ยูนิอัมล่าวางแผนการตลาดสำหรับ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไว้ ด้วยการให้กลุ่มผู้นำ หรือ แม่ทีมของบริษัทได้มาเรียนรู้ในวิธีการใช้ วิธีการอ่านค่าแสดงผล เมื่อผู้นำเข้าใจแล้ว จึงให้พวกเขาเข้าไปเจาะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งตนคิดว่าสินค้าตัวนี้สามารถใช้ได้กับประชาชน ในทุกระดับ และวิชาชีพ โดยบริษัท คาดหวัง สัดส่วนยอดขายจากผลิตภัณฑ์ฟิงเกอร์สแกนไว้ประมาณ 30% จากยอดขายสินค้า ทั้งหมด" ศลาฆนันท์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงประมาณปีก่อน "บริษัท เอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด" ยังได้ออกสินค้า

"เอวอน เบบี้" ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มสกินแคร์สำหรับเด็ก ซึ่งถือเป็นการแตกไลน์สินค้าใหม่ของบริษัท โดยเหตุที่ "เอวอน" ต้องแตกไลน์สินค้าดังที่กล่าวมา ก็เพราะต้องการหาช่องทางการแข่งขันใหม่ๆ เนื่องจากธุรกิจขายตรงในประเทศมีการแข่งขันที่สูงมาก ทำให้การสร้างยอดขาย ทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น การแตกไลน์สินค้าจึงเป็นวิธีที่น่าจะดีที่สุด

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง 26-10-2012